พัฒนาการทารกในครรภ์ สัมพันธ์กับร่างกายของมารดาอย่างไร

การปฏิสนธิของลูกน้อยในครรภ์ของมารดานั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นกำเนิดชีวิตของลูกน้อย ซึ่งนับแต่นั้นร่างกายของลูกก็จะเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องภายในครรภ์ของมารดา ซึ่ง พัฒนาการทารก นั้นจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแม่ด้วย ทำให้แม่มีอาการต่าง ๆ รวมถึงอาการที่เรียกกันว่า อาการแพ้ท้อง อีกด้วย ซึ่งพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ที่สัมพันธ์กับอาการของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์นั้นมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. ประจำเดือนขาดหายไป ธรรมชาติของการเกิดประจำเดือนคือภาวะที่ไข่ของมารดาอยู่ในสภาวะที่พร้อมต่อการปฏิสนธิ ส่งผลให้ผนังมดลูกเกิดเนื้อเยื่อเพื่อเตรียมรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน ซึ่งหากพ้นระยะดังกล่าวแล้ว เนื้อเยื่อนี้ก็จะเสื่อมสลายไป เกิดเป็นประจำเดือนที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย แต่ในกรณีของ อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ นั้น ผนังมดลูกดังกล่าวจะยังคงสภาพเดิมไว้ เพื่อห่อหุ้มร่างกายของตัวอ่อนที่ได้ปฏิสนธิขึ้นภายในครรภ์ของมารดาแล้ว ทำให้ประจำเดือนขาดหายไป หญิงที่ตั้งครรภ์สามารถนำวันที่ประจำเดือนขาดหายไปใช้ใน การนับอายุครรภ์ ได้
  2. การปรับโครงสร้างในผนังมดลูก เมื่อตัวอ่อนได้รับการปฏิสนธิแล้วก็จะทำการเคลื่อนย้ายมาฝังตัวยังผนังมดลูก อันเป็นสถานที่ที่ร่างกายของมารดาใช้ในการ พัฒนาการทารกในครรภ์ อย่างปลอดภัย ซึ่งกว่าที่ตัวอ่อนจะเคลื่อนตัวมาฝังในผนังมดลูกนั้นต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์ ซึ่งในช่วงนี้เซลล์ของตัวอ่อนจะมีการเพิ่มจำนวนและขยายขนาดอย่างต่อเนื่อง
  3. ร่างกายช่วงท้องของมารดาเริ่มขยายตัว เมื่อ พัฒนาการทารก เริ่มเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 – 3 สัปดาห์ อาการคนท้องของมารดาจะเริ่มแตกต่างจาก อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ อย่างเห็นได้ชัด เพราะร่างกายของตัวอ่อนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น เกิดหลอดประสาท หรือที่เรียกว่า Neural tube ขึ้นมาซึ่งโครงสร้างคล้ายท่อนี้ที่พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสมอง ระบบประสาท ไขสันหลังและกระดูกสันหลังของตัวอ่อนต่อไป ทำให้ช่วงท้องของแม่เริ่มขยายตัวมากขึ้น สัมพันธ์กับ พัฒนาการทารกในครรภ์ ที่เริ่มขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง
  4. อาการอ่อนเพลียง่าย เนื่องจากกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของมารดาจะต้องเพิ่มการทำงานที่หนักมากขึ้น ทั้งเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายของตนเองและลูกน้อยไปพร้อม ๆ กัน ส่งผลให้คุณแม่เริ่มมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลียง่ายมากขึ้น คุณแม่จึงควรดูแลสุขภาพร่างกายด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

  5. อาการคลื่นไส้อาเจียน อาการคลื่นไส้อาเจียนของคุณแม่ตั้งครรภ์แต่ละคนมักมีลักษณะและระยะเวลาที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่มักเรียกอาการในลักษณะนี้ว่า อาการแพ้ท้อง เป็นอาการที่มักอยู่ในระยะช่วง 3 เดือนแรกนับตั้งแต่เริ่มตั้งท้อง ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่ทารกในครรภ์เริ่มมีการสร้างอวัยวะส่วนต่าง ๆ ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นศีรษะ ลำตัว แขนและขา รวมถึงหัวใจของทารกที่จะเริ่มเต้นเมื่อ การนับอายุครรภ์ ครบ 2 เดือนแล้ว
  6. อาการตะคริวกินขา เป็นอาการที่พบได้บ่อยเมื่อมารดามีอายุครรภ์นับตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป เนื่องมาจากปริมาณแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ร่างกายของแม่ต้องสะสมไว้เพื่อใช้พัฒนาร่างกายของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะแคลเซียมที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างกระดูกและโครงสร้างร่างกายของลูกน้อยนั่นเอง และช่วงอายุครรภ์ 4 เดือนนี้ร่างกายบางส่วนของเด็กจะเริ่มขยับได้เองแล้ว คุณแม่อาจรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของมือและเท้าของลูกน้อยในครรภ์
  7. การปัสสาวะที่บ่อยมากขึ้น เมื่อเข้าสู่ภาวการณ์ตั้งครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป ระดับฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายของแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่จะส่งผลให้ไตของมารดาต้องทำงานมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะที่ถี่และบ่อยมากขึ้น อีกทั้งในช่วงนี้ร่างกายของตัวอ่อนจะเติบโตขึ้นมากจนเบียดขนาดพื้นที่ของกระเพาะปัสสาวะได้ นอกจากนี้ค่า pH ในช่องคลอดยังจะมีการเปลี่ยนแปลงตามระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เปลี่ยนแปลงไปได้อีกด้วย
  8. หน้าท้องของมารดาเกิดเป็นเส้นสีดำ เมื่อพัฒนาการของลูกน้อยเข้าสู่เดือนที่ 7 นั้น พัฒนาการทารกในครรภ์ จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว น้ำหนักร่างกายของทารกในช่วงนี้จะอยู่ที่ 2 กิโลกรัมเป็นต้นไป ส่งผลให้หน้าท้องของแม่ขยายตัวมากจนเกิดเป็นเส้นลายสีดำตามแนวตั้งของท้องแม่ ซึ่งจะพาดผ่านบริเวณสะดือไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วงสะโพกของแม่ อีกทั้งยังจะส่งผลต่อน้ำหนักตัวของแม่ด้วย ซึ่งอาจเพิ่มมากขึ้นได้กว่า 4.5 – 8 กิโลกรัม

  9. มดลูกเริ่มเคลื่อนย้ายต่ำลง ในช่วงสุดท้ายที่ใกล้ครบกำหนดคลอด ร่างกายของทารกในครรภ์จะมีการเคลื่อนตัวเพื่อให้อยู่ในตำแหน่งที่เตรียมพร้อมต่อการคลอด ไม่ว่าจะเป็นการย้ายศีรษะลงมายังด้านล่างของมดลูก แขนและขาของทารกจะพับเข้าหาหน้าอก ซึ่งเป็นลักษณะที่ช่วยให้ทารกคลอดออกมาได้ง่ายตามธรรมชาติ ช่วงนี้คุณแม่จึงอาจรู้สึกได้ว่าหน้าท้องที่ยื่นออกมามีลักษณะที่ลดต่ำลงกว่าเดิม

อย่างไรก็ตามเนื่องจากสุขภาพร่างกายของแม่นั้นส่งผลต่อ พัฒนาการทารก โดยตรง คุณแม่จึงควรเอาใจใส่ดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่ดี การออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพราะพัฒนาการของลูกน้อยในระหว่างการตั้งครรภ์จะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและสติปัญญาของเขาต่อเนื่องต่อไปในอนาคต

 

ถูกใจเรื่องนี้ ช่วยแชร์ด้วยนะคะ (^人^)