แชร์ต่อการเสริมพัฒนาการเด็ก 3 เดือนแรก ปัญหาที่พบบ่อย อย่างสะอึกและท้องเสีย

การเสริมพัฒนาการของลูกเป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจตั้งแต่การตั้งครรภ์ โดยเฉพาะ หลังจากพัฒนาการเด็ก 2 เดือน ถึง 3 เดือนแรก ที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจจะยังไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็กเล็ก และมีความกังวลถ้า ลูกสะอึก หรือ ทารกท้องเสีย

ในบทความนี้จึงได้รวบรวมการส่งเสริม พัฒนาการเด็ก 3 เดือน แรก รวมถึงสาเหตุและวิธีแก้ปัญหา ทารกท้องเสีย และสะอึก เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น ดังนี้

การส่งเสริม พัฒนาการเด็ก 2 เดือน แรกนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะช่วยเพิ่มด้านของสมาธิให้จดจ่อมากขึ้นได้ พร้อม ๆ กับการฝึกการทำงานของระบบประสาทหูและสายตา เช่น

– ให้คุณพ่อคุณแม่เรียกชื่อของลูก ลูกก็จะหันไปมองในทิศทางที่ได้ยินเสียง และจะนิ่งประมาณ 1-2 นาที

–  ขณะที่ให้ดูดนมจากเต้า หรือร้องเพลงกล่อมลูก ให้มองตากันระหว่างแม่ลูก

– การแขวนโมบายที่มีสีสดใส หรือมีเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง โดยให้แขวนในระยะห่างที่เด็กสามารถจับถึงได้ จะทำให้เด็กหัดโฟกัสสายตามากขึ้น และเกิดการพยายามเอื้อมมือคว้าของเล่น จึงเป็นการฝึกกล้ามเนื้อได้ด้วย

ในส่วนของทักษะการใช้ภาษา คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนคำศัพท์แบบง่าย ๆ ให้ลูกวัยนี้ได้  เช่น ช้าง หมา แมว ฝึก เป็นประจำ ลูกจะจำได้และเกิดความคิดเชื่อมโยงระหว่างคำศัพท์กับสิ่งที่เห็นได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ขณะสอนคำศัพท์ จะช่วยให้ พัฒนาการเด็ก 2 เดือน ด้านภาษาและการสื่อสารดีขึ้น เช่น อาบน้ำหนาว ๆ กินนมร้อน ๆ พัดลมเย็นๆ เป็นต้น

สำหรับการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 3 เดือนควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ด้านสัมผัส เช่น

– การนวดตัวลูก เวลาอาบน้ำ

– ให้เด็กสัมผัสกับสิ่งของที่มีพื้นผิวแตกต่างกัน เช่น ฟองน้ำลูกบอล กระดาษแก้ว

– เอาขนนก สำลี มาถูเบา ๆ ที่แก้มเด็ก

– ให้ลูกเดินบนกระดาษแก้ว กล่องไม้ กระดาษทราย เพื่อรับสัมผัสทางฝ่าเท้า

นอกจากนี้ การเลือกของเล่นเพื่อกระตุ้น พัฒนาการเด็ก 3 เดือน ควรจะใช้ของเล่นที่เมื่อบีบแล้วเกิดเสียงตามมาหรือสามารถที่จะใช้มือนั้นสอดเข้าไปข้างในได้เพราะจะทำให้พัฒนาได้ทั้งระบบการใช้กล้ามเนื้อ การมองเห็น และการได้ยินเสียง

ในช่วงวัยนี้ เด็กจะหัดทำเสียงออกจากคอ คล้ายการพ่นน้ำลาย โดยพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการเอาลิ้นดุนริมฝีปากให้เปิดออก แล้วก็ปิดริมฝีปากลงไปใหม่ ซึ่งเป็นวิธีการฝึกพูดของเด็ก (แม้ว่าจะไม่มีคำพูดออกมา) หลังจากฝึกบ่อย ๆ คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มได้ยินเป็นคำพูด เช่น อะ อา พูดเสียงอ้อแอ้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับอาการของลูกที่คุณพ่อคุณแม่พบบ่อยและทำให้มีความวิตกกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อ พัฒนาการเด็ก 3 เดือน แรก คือ การที่ ลูกสะอึก หลังดื่มนม และภาวะที่ ทารกท้องเสีย เป็นประจำ เราได้รวบรวมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกัน ดังนี้

อาการลูกสะอึกหลังดื่มนม

มักจะเกิดหลังจากที่เด็กดูดนมอิ่มแล้วสักพักก็สะอึกขึ้นมา ซึ่งทางการแพทย์พบว่าเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นได้กับเด็กในวัยนี้ เพราะหลังจากดื่มนม กระเพาะอาหารของเด็กจะมีการขยายตัวแล้วไปดันที่กล้ามเนื้อกระบังลม ซึ่งอยู่บริเวณระหว่างช่องอกและช่องท้อง จึงทำให้เกิดเป็นอาการสะอึกขึ้นมา

วิธีแก้ไขอาการ ลูกสะอึก สามารถทำได้หลายวิธี เช่น

– ให้คุณแม่ใช้มือตบหลังลูกเบา ๆ เพื่อไล่ลม หรือใช้มือหมุนลูบหลังเป็นวงกลมไล่ลมออกมาก็ได้

– อุ้มลูกพาดบ่าเดินไปเดินมา ก็จะทำให้น้ำนมที่ลูกเพิ่งดูดไปไหลจากกระเพาะอาหารออกไปที่ลำไส้เร็วขึ้น เด็กก็จะสบายตัวมากขึ้นด้วย

– ให้ลูกนั่งตัวตรงบนตักคุณแม่ เอานิ้วโป้งกับนิ้วชี้จับที่คางลูกไว้ จับให้ลูกเอนตัวไปข้างหน้า ใช้มือลูบหลังขึ้นไปถึงต้นคอ ก็จะช่วยไล่ลมและลดอาการสะอึกได้

ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องให้ลูกดื่มน้ำแก้สะอึก แต่ถ้าทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ก็ควรจะพามาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป

อาการทารกท้องเสียของเด็กเล็ก

เกิดจากระบบการย่อยอาหารของทารกยังไม่สมบูรณ์ คือ มีเอนไซม์แลคเตสที่ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแล็คโตสในนมทำงานได้แค่ 70 เปอร์เซ็นต์ และเอนไซม์เอนเทอโรไคเนสที่ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนในน้ำนมก็ทำงานได้เพียง 25 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นน้ำตาลและโปรตีนจากนม ส่วนที่ไม่ถูกย่อยเมื่อส่งจากกระเพาะไปที่ลำไส้ จะถูกแบคทีเรียในลำไส้ย่อยแล้วเกิดเป็นแก๊ส และกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวจึงท้องเสีย

ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้วอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น เมื่อเด็กอายุประมาณ 1 ปี แต่ถ้ามีอาการท้องเสียมาก ก็สามารถปรึกษาคุณหมอเฉพาะทางเพื่อการตรวจและใช้ยาที่เหมาะสมตามอาการของลูกได้

จะเห็นได้ว่าการเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับลูก เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 2 เดือน และ 3 เดือนแรกหลังคลอด เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญ และต้องสังเกตว่าเด็กเติบโตได้เหมาะสมกับช่วงอายุหรือไม่

ส่วนอาการท้องเสียและสะอึกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับเด็กส่วนใหญ่เพราะร่างกายเด็กต้องใช้เวลาในการเสริมสร้างพัฒนาการของร่างกายที่สมบูรณ์ ยกเว้นถ้ามีอาการผิดปกติอื่น ๆ หรือเด็กมีโรคประจำตัวที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ก็สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อตรวจร่างกายหาสาเหตุอย่างละเอียดได้

 

ถูกใจเรื่องนี้ ช่วยแชร์ด้วยนะคะ (^人^)