การตั้งชื่อลูกและพัฒนาการเด็ก จนถึงวัย 6 เดือน

ปัจจุบัน คนท้องยุคใหม่จะสนใจการ ตั้งชื่อลูก ตั้งแต่ช่วงเตรียมตัวคลอดซึ่งการตั้งชื่อเล่นและ ชื่อจริงลูกชาย ลูกสาวตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เด็กคุ้นเคยและช่วยเสริม พัฒนาการ ได้ เพราะในช่วงสัปดาห์ที่ 24-26 จะมี พัฒนาการเด็ก ทางหูให้สามารถได้ยินเสียงพ่อแม่ได้แล้ว จึงทำให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและทำให้เด็กจดจำชื่อตัวเองได้ดีขึ้นในช่วงอายุ 6 เดือน

จากหนังสือที่เกี่ยวกับการ ตั้งชื่อลูกพร้อมความหมาย และเทคนิคการตั้ง ชื่อจริงลูกชาย ลูกสาว จะมีหลักการคล้ายกัน คือ การ ตั้งชื่อลูกพร้อมความหมาย ถ้าเป็น ชื่อจริงลูกชาย จะให้ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรที่เป็น เดช ของวันเกิด เพื่อให้มีความหมายทางเจริญก้าวหน้า มียศตำแหน่ง มีทรัพย์สินบริวารมาก ฯลฯ เช่น ชื่อจริงลูกชาย ที่เกิดวันจันทร์ ชื่อขจรยศ แปลว่ามียศศักดิ์ เป็นที่โด่งดัง ชื่อพลกฤษณ์ แปลว่าเป็นผู้มีพละกำลังมาก เป็นต้น

ส่วนการตั้งชื่อลูกสาว มักจะใช้อักษรที่เป็น ศรี เป็นตัวอักษรนำ เว้นตัวกาลกิณีตามวันเกิด เพื่อเน้นความหมายในการมีความสุข สวยงามและเป็นที่รัก เช่น ชื่อจริงลูกสาว ที่เกิดวันอังคาร ชื่อ เนตรอัปสรแปลว่ามีดวงตางดงามอย่างนางฟ้า ไปรยา แปลว่าผู้เป็นที่รัก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการคลอดจนลูกอายุ 6 เดือน ซึ่งเป็นวัยที่เด็กจะจำชื่อตัวเองได้ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกชื่อใดชื่อเดียว ไม่เปลี่ยนไปมาบ่อย ๆ บางครอบครัวก็ใช้ชื่อจริงและชื่อเล่นของลูกให้เป็นชื่อพยางค์เดียว หรือเป็นชื่อเดียวกัน เพื่อให้ลูกจำง่ายขึ้นด้วย เช่น ชื่อตฤณ กฤษณ์ พล ปริม พลอย ฯลฯ

ในส่วนของ พัฒนาการเด็ก หลังคลอด จนถึงวัย 6 เดือนที่เด็กมี พัฒนาการ ทางสมอง อารมณ์ ความฉลาด ฯลฯ จนสามารถจำชื่อตัวเองได้ที่ควรรู้ มีดังนี้

เดือนที่ 1 เป็นช่วงที่เด็กควรได้นอนประมาณ 18 ชั่วโมงต่อวัน เพราะให้มีการหลั่งฮอร์โมน ชื่อว่าโกรทฮอร์โมน มาช่วยในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตทางร่างกายและสมอง จึงควรจัดสภาพสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับการหลับได้สนิท ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป

ในช่วงนี้หากเด็กมีการขยับแขนขา ส่ายศีรษะไปทางซ้ายขวา ส่วนใหญ่จะเป็นปฏิกิริยาที่เรียกว่ารีเฟล็กซ์ของระบบประสาท  ซึ่งสามารถเพิ่ม พัฒนาการ ได้ด้วยการเอานิ้วเขี่ยแก้มของลูก ให้เด็กหันหน้าไปทางด้านที่คุณแม่อยู่ การแขวนโมบายที่เปล เพื่อให้เด็กได้กลอกตามองและเคลื่อนไหวขยับแขนขา เป็นต้น

เดือนที่ 2 ระบบประสาทตาและการมองเห็นของเด็กจะดีขึ้น สามารถทำอะไรได้พร้อมกันมากขึ้น เช่น การมองแม่แล้วก็ดูดนมแม่ได้ในเวลาเดียวกัน สามารถถือสิ่งของได้นาน 2-3 นาที และมีการส่งเสียงอ้อแอ้คุยกับพ่อแม่ ชอบมองคนที่เคลื่อนไหวเป็นมามากกว่าการมองของเล่น เป็นต้น

เดือนที่ 3 เด็กจะสนใจกับเสียงดนตรีและเสียงสัตว์ร้อง เช่น สุนัข แมว นก มากขึ้น สามารถที่รู้ถึงความแตกต่างของเสียงที่ได้ยิน และหันไปหาแหล่งที่มาของเสียงได้ด้วยได้ ด้วยขณะเดียวกันทางด้านกล้ามเนื้อก็ยังสามารถที่จะใช้มือจับสิ่งของได้ดีขึ้น สามารถสื่อสารกับพ่อแม่ แล้วยิ้มหัวเราะเมื่อมีความสุขที่แสดงถึงภาวะอารมณ์หรือ EQ ดีได้

เดือนที่ 4 เด็กจะมีการเติบโตและ พัฒนาการ ของตาที่ดีขึ้นมากจากการเห็นในระยะห่าง 8 นิ้ว ก็จะสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่นอกหน้าต่างได้ดีขึ้น สามารถที่จะมองตามและเอื้อมมือไปหยิบของเล่นที่กลิ้งหรือหล่น เช่น ลูกบอล เลโก้ เพื่อมาเล่นต่อได้ด้วยตัวเอง เริ่มมีการทำเสียงสูงเสียงต่ำในลำคอคล้ายกับการคุยคนเดียวนานได้ถึง 20 นาที สนใจสิ่งที่อยู่ในกระจก ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึง พัฒนาการเด็ก ทางสังคมขั้นเริ่มต้นด้วย

เดือนที่ 5 เด็กสามารถเรียนรู้คำศัพท์ง่าย ๆ ที่ได้ยินบ่อย ๆ จึงควรสอนคำศัพท์ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศให้ลูกได้ซึมซับมาก ๆ เช่น ยี่ห้อรถ Toyota , Honda , Dad , พ่อ , Mom , แม่ , Cat , แมว , Dog , หมา , Milk , นม , หนีห่าว (สวัสดีภาษาจีน) เป็นต้น นอกจากนี้ เด็กในช่วงอายุนี้จะชอบให้คุณพ่อคุณแม่อุ้มบ่อย ๆ และมีปฏิกิริยาในทางหนีหรือเลี่ยงคนแปลกหน้าด้วย

เดือนที่ 6 เด็กจะเริ่มรู้จักชื่อตัวเองได้แล้ว ทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น โดยเฉพาะถ้าคุณพ่อคุณแม่เรียกชื่อบ่อย ๆ มาตั้งแต่เล็ก ๆ ก็สามารถที่จะหันหาเมื่อมีคนเรียกได้ สามารถที่จะดูแลตัวเองได้มากขึ้น เช่น ด้วยการถือแก้วน้ำดื่มได้ด้วยตัวเอง จดจำกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้ อย่างเช่น รู้ว่าเมื่อตื่นนอนแล้วจะต้องไปล้างหน้าแปรงฟันก่อน ตามด้วยกินข้าวเช้า เป็นต้น

นอกจากนี้ยังชอบที่จะพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ โดยจะมีการเลียนเสียงการพูดด้วยพยัญชนะแบบต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น สำหรับเกมส์ที่ชอบ นอกจากการเล่นปีนป่ายแล้ว เด็กวัยนี้จะชอบเล่นจ๊ะเอ๋หรือซ่อนแอบกับคุณพ่อคุณแม่ และชอบยิ้มให้กับเงาตัวเองในกระจก ฯลฯ

ถ้าลูกวัย 6 เดือนแรกหลังคลอด มีการเจริญเติบโตสมกับช่วงอายุตามที่กล่าวมา คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสบายใจได้เพราะอยู่ในเกณฑ์ พัฒนาการเด็ก ตามปกติ ทั้งนี้ การ ตั้งชื่อลูกพร้อมความหมาย จะเลือกตามวันที่ลูกเกิด หรือใช้วิธีผสมชื่อคุณพ่อคุณแม่เข้าด้วยกัน โดยเน้นให้มีความหมายดีก็ได้ เพียงแต่ควรกำหนดให้เป็นชื่อเดียวไม่เปลี่ยนไปมา เพราะจะทำให้เด็กสับสนได้

 

ถูกใจเรื่องนี้ ช่วยแชร์ด้วยนะคะ (^人^)