อาการปวดหัวแบบไหน เป็นยังไง ต้องรักษาแบบไหน

อาการปวดหัว (Headaches) หรือปวดศีรษะเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด ลักษณะอาการก็มีความแตกต่างกันไป เช่น ปวดที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะหรือคอส่วนบน ซึ่งเกิดจากเนื้อเยื่อและโครงสร้างรอบกระโหลกศีรษะหรือสมองเกิดการอักเสบหรือระคายเคืองบางคนก็ ปวดหัวจี๊ดๆ ที่ข้างซ้าย หรือขวา ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญหาสุขภาพที่ทุกคนเคยประสบมาไม่มากก็น้อย บางคนโชคดีหน่อย ก็แค่ปวดหัวบ้างนานๆ ครั้ง แต่สำหรับบางคนอาจเป็นโรคปวดหัวเป็นประจำ ซึ่งอย่างหลังก็จะไปกระทบกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ซ้ำร้ายยังส่งผลให้เกิดเป็นโรคอื่นๆ ตามมาได้อีกไม่รู้จบ

สาเหตุของโรคปวดหัวมีหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อยๆ คือ

  1. ปวดหัวเพราะเครียด (Tension headache)

ปวดหัวที่เกิดจากความเครียด เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ตก ต้องใช้สมองติดต่อกันนานๆ ปวดหัวชนิดนี้มักมีอาการปวดบริเวณขมับ พร้อมกับความรู้สึกมึนๆ งงๆ มีอาการเวียนหัว นอนไม่ค่อยหลับ รู้สึกหงุดหงิด โมโหง่าย เหนื่อย ใจสั่น ซึ่งอาการแบบนี้จัดอยู่ใน อาการปวดศีรษะแบบปฐมภูมิ ซึ่งนับว่าเป็นอาการปวดที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดและไม่ใช่อาการที่มาจากโรค คนที่ปวดหัวลักษณะนี้ก็มักจะเป็นคนที่ต้องใช้สมองอย่างหนัก เช่น นักเรียน นักศึกษา หรือคนวัยทำงานที่ต้องคิดแผนงานติดต่อกันนานๆ

ลักษณะอาการปวดหัวเพราะเครียด: จะรู้สึกปวดหนัก ๆ ที่บริเวณขมับทั้งสองข้าง เหมือนมีแรงดันจากภายในแต่ไม่ปวดแบบตุบ ๆ ระดับอาการเป็นได้ตั้งแต่น้อย ปานกลาง และมาก หรือบางรายอาจมีอาการปวดที่ต้นคอ หลัง และไหล่ร่วมด้วย

สาเหตุของการปวดหัวเพราะเครียด: เกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล ความรู้สึกกดดันในบางเรื่องจนทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายหดเกร็ง อย่างที่พบเห็นได้บ่อยก็คือ คนในวัยเรียน วัยทำงาน หรือแม้กระทั่งการนั่งและนอนผิดท่า การใช้สายตามากเกินไป และแม้แต่อยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิเย็นจัด ก็เป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อรอบคอเกร็งจนกระทบกับสมอง นำไปสู่อาการปวดหัวได้เช่นกัน

วิธีการรักษาอาการปวดหัวเพราะเครียด: ในเบื้องต้นสามารถรักษาโดยใช้ยาแก้ปวด เช่น ไทลินอล แอสไพริน และไอบูโพรเฟนได้ แต่การทานยาแก้ปวดก็ต้องผ่านการแนะนำจากเภสัช หรือควรเข้าพบแพทย์จะดีที่สุด

สำหรับคนที่ชอบใช้วิธีธรรมชาติ สามารถทานชาขิง และการเพิ่มน้ำมันเปเปอร์มินท์บนเส้นผม เพื่อให้กล้ามเนื้อที่ศีรษะและคอผ่อนคลาย หรือบางคนสามารถไปนวดคลายกล้ามเนื้อก็ได้เช่นกัน

  1. ปวดหัวจากไมเกรน (Migraine)

เป็นการปวดหัวเนื่องจากอาการผิดปกติของหลอดเลือด มีอาการปวดที่บริเวณขมับ ปวดตุ๊บๆ ในคนอาจมีอาการตาลายร่วมด้วย

ลักษณะอาการปวดหัวจากไมเกรน: คนปวดหัวไมเกรนจะมีอาการปวดหัวข้างเดียว รู้สึกปวดแบบหนัก ๆ ในรายที่อาการหนักมากอาจมีความรู้สึกเวียนศีรษะ อยากอาเจียนร่วมด้วย บางคนก็มีอาการปวดหัวทั้งสองข้าง รู้สึกคลื่นไส้ ไวต่อเสียง แสง กลิ่น การสัมผัส ลักษณะจะเป็นการปวดตุบ ๆ ติดกันต่อเนื่องเป็นเวลานาน รู้สึกซ่า หรือชาบริเวณใบหน้า ทั้งนี้อาการปวดหัวไมเกรนนับเป็นโรคปวดหัวเรื้อรังชนิดหนึ่ง

สาเหตุของการปวดหัวจากไมเกรน: เกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของหลอดเลือดสมองและสารเคมีในสมอง ซึ่งนอกจากนี้ก็ยังเป็นผลพวงจากการสะสมความเครียด พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และการใช้ชีวิตที่สุดโต่ง เช่น การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอติดกันเป็นเวลานานเป็นต้น

วิธีการรักษาอาการปวดหัวจากไมเกรน: เบื้องต้นนี้เราสามารรถใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ โดยใช้ยาแก้ปวดจำพวกอะซีตะมิโนเฟน (Acetaminophen), ไอบูโพรเฟน และทริปเทนต์ (Triptan) ทานอาหารที่มี แมกนีเซียม หรือกรดไขมันโอเมก้า 3 แต่อย่างไรก็ดีถ้ามีอาการทรมารก็คววรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ไม่ควรทานยาแก้ปวดเองต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ

  1. ปวดหัวจากความดันเลือดสูง

ปวดหัวจากความดันเลือดสูง พบได้บ่อยเช่นกัน โดยเฉพาะในวัยกลางคนถึงวัยสูงอายุ ซึ่งมักปวดบริเวณท้ายทอย โดยเฉพาะตอนเช้าๆ หลังตื่นนอน ในรายเช่นนี้ควรไปรับการตรวจระดับความดันเลือดร่วมด้วย

  1. ปวดหัวจากโรคไซนัสอักเสบ (Sinus headaches)

ลักษณะอาการปวดหัวจากโรคไซนัสอักเสบ: อาการปวดหัวจากไซนัสค่อนข้างความคล้ายคลึงกับอาการหวัดทั่วไป รวมไปถึงอาการปวดหัวไมเกรนมาก แต่คนที่เป็นโรคไซนัสอยู่แล้วอาจคาดเดาไปก่อนได้ว่า ตัวเองน่าจะมีอาการปวดหัวจากผลกระทบของโรคไซนัสอักเสบ ซึ่งโดยส่วนมากจะรู้สึกปวดหน่วง ๆ ร้อนผ่าวกระบอกตา ลามไปถึงโหนกแก้ม และหน้าผากเลยทีเดียว

สาเหตุของการปวดหัวจากโรคไซนัสอักเสบ: ปวดหัวไซนัสเกิดมาจากการติดเชื้อ การปวดหัวจากไซนัสอักเสบจะแตกต่างจากปวดหัวอื่นๆ เพราะจะมีอาการผิดปกติทางจมูกร่วมด้วย เช่น โพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง มีน้ำมูกบ่อยๆ น้ำมูกสีเขียว คัดจมูก เป็นไข้ เป็นต้น ส่วนใหญ่บริเวณที่ปวดขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไซนัสที่เกิดการอักเสบ

วิธีการรักษาอาการปวดหัวจากโรคไซนัสอักเสบ: อันที่จริงแล้วถ้าหายจากโรคไซนัส อาการปวดหัวก็จะหายไปพร้อมกัน หรือบางรายที่อาการไซนัสไม่รุนแรง ร่างกายจะสามารถรักษาตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งยา แต่เราสามารถใช้วิธีการดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อเปิดโพรงจมูกและลดอาการอักเสบ จิบชามะนาวอุ่นๆ ประคบร้อน กินซุปอุ่นๆ และดื่มน้ำขิงอุ่นก็ช่วยได้เช่นกัน

  1. ปวดหัวจากความผิดปกติของสายตา

ในบางครั้งในคนสายตาสั้น สายตายาว หรือความผิดปกติอื่นๆ ของสายตา ก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหัวได้เช่นกัน

  1. อาการปวดหัวจากฤทธิ์คาเฟอีน (Caffeine headache)

ลักษณะอาการคือ มีอาการปวดหัวตื้อ ๆ หนักหัวเหมือนร่างกายพักผ่อนไม่พอ บางรายอาจมีอาการเวียนศีรษะเพิ่มด้วยอีกอย่าง บางครั้งก็อาจรู้สึกปวดกระบอกตาตุบ ๆ ตลอดเวลา คนที่รู้ตัวว่ากินกาแฟเยอะ ก็ควรลดปริมาณลง ถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สิ่งนี้อาจส่งผลร้ายทำให้เกิดโรคอื่นๆ แทรกซ้อนขึ้นมาได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

นอกจากนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคปวดหัว ก็อาจมาจากโรคอื่นๆได้อีกมากมาย เช่น อาการปวดหัวจากการมีเพศสัมพันธ์ (Orgasm headaches) อาการปวดหัวทุกเช้า (Early morning headaches) อาการปวดหัวจากการดื่มอาหารเย็นจัด (Ice cream headache) อาการปวดหัวเรื้อรัง (Chronic daily headache) อาการปวดหัวในช่วงรอบเดือน (Menstrual headaches) อาการปวดหัววันหยุดสุดสัปดาห์ (Weekend headache) อาการปวดหัวอย่างรุนแรงโดยฉับพลัน (Emergency headache) เนื่องจากปวดหัวมีสาเหตุและมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน การดูแลรักษาจึงขึ้นอยู่ว่ามีอาการหรือยัง ถ้ายังไม่มีอาการปวดหัวก็ควรป้องกันด้วยการกำจัดหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหัว เช่น อะไรที่ทำให้เครียด การดื่มกาแฟ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเยอะเกินไป เป็นต้น สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ  ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้สมองหนักๆ การรักษาระดับความดันเลือดให้อยู่ในระดับปกติ คนสายตาสั้น ก็ควรใส่แว่นสายตาตามระดับค่าสายตาที่เหมาะสม เป็นต้น แต่ถ้ามีอาการปวดหัวแล้วก็ควรบรรเทาอาการ รักษาให้ทุเลาหรือหายจากปวดหัวด้วยการใช้ยา โดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้นปวดหัวเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจหายามารักษาด้วยตนเองได้ อย่างการไปซื้อยาแก้ปวด แต่ในกรณีที่กินยาแล้วไม่ดีขึ้น ไม่รู้สึกว่าการปวดหัวจะหาย หรือซ้ำร้ายกลับมีอาการรุนแรงมากหรือมีอาการแปลกๆ เช่น มีแสงแวบๆ ในตา เห็นสีรุ้ง เป็นต้น ก็ควรไปรีบพบแพทย์เพื่อเช็ครายการอย่างละเอียดอีกครั้ง

 

ถูกใจเรื่องนี้ ช่วยแชร์ด้วยนะคะ (^人^)