12 วิธีกำจัดสิวเสี้ยน

สิวเสี้ยน หนึ่งในปัญหาน่าหงุดหงิดกวนใจของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จริงอยู่ที่ว่าสิวเสี้ยนมันเล็ก ระดับที่ว่ามองเผินๆ ก็ไม่เห็น คนชอบเซลฟี่ ก็ใช้แอพแต่ง ทำหน้าให้เรียบเนียนวิ้งได้ดั่งใจ แต่อย่าลืมว่าในชีวิตจริงเราจะติดฟิลเตอร์แบบนั้นไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นสาวๆ แล้วล่ะก็ การมีสิวเสี้ยนกวนใจอาจส่งผลถึงความมั่นใจได้เลยนะ

“สิวเสี้ยน”  หรือ Trichostasis Spinulosa เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย คือตั้งแต่วัยรุ่น วัยกลางคน จนถึงวัยสูงอายุก็พบได้   สิวเสี้ยนเกิดมาจากความผิดปกติของต่อมรูขน (pilosebaceous follicles) มองเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ คล้ายกับสิวอุดตันหัวดำ นอกจากนี้ยังมีกระจุกขนเป็นเส้นเล็กๆ จำนวนหลายเส้น แทรกอยู่ในหัวสิวเสี้ยนด้วย   นอกจากจะมีลักษณะเป็นจุดดำๆ เล็กๆ ตามใบหน้าแล้ว บางทียังมองเห็นเป็นหนามแหลมๆ ยื่นออกมาจากรูขุมขนด้วย

บริเวณที่เกิดสิวเสี้ยน ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงปลายจมูก ซึ่งพบเห็นได้บ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังมี หน้าผาก  บริเวณข้างแก้ม  บริเวณคางส่วนใต้ริมฝีปากลงไป  รวมไปถึงคอด้านหลัง  ไหล่  หรือแม้แต่ที่หลังบริเวณกระดูกสะบักก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

สิ่งที่ทำให้เกิดสิวเสี้ยนมีอะไรบ้าง

  1. ฮอร์โมนเพศในร่างกาย สิ่งนี้มีผลกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ทำงานมากขึ้น ผลิตไขมันออกมามาก ก่อให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น
  1. การที่เราไปรบกวนผิวมากๆ เช่น การขัด การนวดหน้าบ่อๆ การเช็ดถูหน้าแรงๆ สิ่งเหล่านี้จะไปรบกวนรูขุมขน หรือต่อมไขมัน ทำให้รูขุมขน หรือรากขนนั้นแตก ขนจึงมีสิทธิ์ที่จะคุดอยู่ข้างในได้เพิ่มมากขึ้น สุดท้ายมันก็จะแปรสภาพกลายเป็นหนามแหลมๆ ยื่นออกมา เป็นสิวเสี้ยนให้เรารำคาญใจนั่นเอง

001

วิธีการรักษาสิวเสี้ยน

  1. กรดวิตามินเอ ที่ว่านี้มีคุณสมบัติในการช่วยละลายการอุดตันของต่อมไขมัน ช่วยลดการเกาะตัวของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในบริเวณรูขุมขน ซึ่งมีข้อดีคือสามารถป้องกันการเกิดเสี้ยนใหม่ และยังทำให้สิวเสี้ยนที่มีอยู่หลุดออกได้ง่าย  สิ่งที่ต้องระวังคือ กรดวิตามินเอนี้ อาจสร้างความระคายเคืองต่อผิว ผลข้างเคียงคือ อาจทำให้ผิวแห้ง มีอาการแสบคันและลอก จนหน้าแดงได้ ดังนั้นจึงควรทากรดวิตามินเอนี้ เฉพาะบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยน เช่น บริเวณจมูก หน้าผาก หรือคาง วันละครั้งก่อนนอน  แนะนำให้หลีกเลี่ยงการทาบริเวณรอบดวงตา รอบจมูก หรือรอบปากซึ่งเป็นส่วนที่ผิวหนังบอบบางกว่าจุดอื่น  ควรทากรดวิตามินเอ อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ ถ้าหากว่าสิวเสี้ยนไม่หลุดออกมาเอง เราอาจต้องทำการกดออกร่วมด้วย  โดยส่วนมากจะสังเกตเห็นว่าสิวเสี้ยนมีปริมาณลดลง หลังใช้ยาชนิดนี้นาน 3-4 เดือน  ในบางรายอาจทำให้มีสิวมากขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์แรก นอกจากนี้ช่วงที่ใช้ยา ควรทาครีมกันแดดด้วย เพราะการทากรดวิตามินเอนั้น ทำให้ผิวหน้าบอบบางกว่าปกติ  เมื่อโดนแสงแดดอาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย
  1. ใช้ยาทากลุ่มเบนซิลเปอร์ออกไซด์ ( benzoyl peroxide) ซึ่งควรใช้ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์ วิธีการคือทาทั่วหน้าก่อนล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น หรือตอนก่อนนอน หลังจากนั้นให้ทิ้งไว้ 5 -10 นาที หรือนานกว่านั้น ในกรณีที่ผู้ใช้มีผิวมัน และไม่มีการต่อต้านยาชนิดนี้ เมื่อได้เวลาที่กำหนดให้ล้างหน้าออกด้วยน้ำสะอาด ยาตัวนี้ออกฤทธิ์โดยลดปริมาณไขมันที่ผิวหนัง ซึ่งจะไปช่วยละลายสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เข้าไปอุดตันรูขุมขน จึงลดการอุดตันของต่อมไขมันได้  แต่ยาตัวนี้อาจส่งผลทำให้หน้าแดง  มีอาการแสบ  และแห้งเป็นขุยได้  ดังนั้นตอนเริ่มต้นใช้ควรใช้ที่มีขนาดความเข้มข้นต่ำก่อน จนเมื่อผิวหนังเริ่มชินกับยา จึงเพิ่มระยะเวลาให้ยาสัมผัสผิวนานขึ้น จากนั้นถึงเพิ่มความเข้มข้นของยาเป็นลำดับ แต่จริงอยู่ที่ไขมันที่อุดตันอาจถูกละลายโดยยาทาทั้ง 2 ชนิดนี้ แต่ขนคุดเป็นเส้นดำๆ ส่วนใหญ่แล้วไม่ยอมหลุดออกไปด้วย ดังนั้นอาจต้องใช้ การกดออกร่วมด้วย  ยาทาทั้ง 2 ชนิดนี้อาจก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนได้   ดังนั้นจึงควรใช้ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียวก่อนก็ได้  ถ้าไม่ได้ผล อาจให้ใช้ยา 2 ชนิดร่วมกัน
  1. Chemical Peeling : เป็นแนวทางการรักษาอีกวิธีหนึ่งกรณีที่กรดวิตามินเอไม่สามารถทำให้หลุดได้หมด โดยใช้สารเคมีพิเศษ เช่น AHA,PHA เพื่อลอกผิวหน้า เปิดรูขุมขนหรือรูสิวเสี้ยน เพื่อง่ายต่อการกดออก หรือดึงออกด้วยครีมคีบสิวเสี้ยน
  1. ใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน : วิธีนี้เป็นที่นิยม เพราะสามารถหาซื้อได้ง่าย มีหลายยี่ห้อให้เลือก ส่วนใหญ่ที่เห็นจะอยู่ในรูปของแผ่นแปะจมูกที่เคลือบสารที่ทำให้ติดแน่น วิธีคือทำจมูกให้เปียก จากนั้นลอกแผ่นแปะสิวเสี้ยนแปะที่จมูก ทิ้งไว้ระยะหนึ่ง ให้แผ่นแปะนั้นแห้ง แล้วค่อยดึงออก การทำแบบนี้จะช่วยให้สิวเสี้ยนจะหลุดติดออกมา วิธีนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมาก  เนื่องจากราคาไม่แพง เห็นว่ามีสิวเสี้ยนหลุดออกมาจริง แต่ส่วนใหญ่ก็หลุดออกไม่หมด ข้อแนะนำคือ ไม่ควรใช้เกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  1. ลอกสิวเสี้ยนด้วยไข่ขาว :สูตรลอกสิวเสี้ยนด้วยตัวเองง่ายๆ ด้วยไข่ขาวเป็นที่นิยมเพราะหาวัตถุดิบได้ง่าย ราคาถูก เพียงแค่ นำไข่ขาวขนาดเล็ก 1 ฟอง น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้งมา 2 ช้อนชา (สามารถลดสัดส่วนที่ว่านี้ได้ ในกรณีที่ต้องการทาเฉพาะส่วน) มาผสมและ ตีให้เข้ากัน จากนั้นเตรียมผิวหน้า ด้วยการล้างหน้าให้สะอาด จากนั้นให้เช็ดและซับให้แห้งด้วยผ้าขนหนูสะอาด นำไข่ขาวที่เตรียมไว้มาทาบริเวณจมูกและส่วนที่เป็นสิวเสี้ยน แล้วนำกระดาษซับมันมาแปะลงบริเวณที่ทาไข่ขาวไว้ ใช้นิ้วมือกดเบา ๆ ให้กระดาษซับมันกระชับผิว ทิ้งเอาไว้แบบนั้นจนไข่ขาวแห้งสนิท เราจะรู้สึกว่าหน้าตึงมาก ๆ จากนั้นใช้มือค่อยๆ ทำการลอกกระดาษซับมันบนหน้าจากล่างขึ้นบน จะเห็นว่าสิวเสี้ยนจะติดออกมากับกระดาษซับมัน หลังจากนั้นให้ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด ทาครีมบำรุง แนะนำให้ทำสัปดาห์ละครั้ง

003

  1. ใช้เครื่องมือกดสิว หรือ comedone extractorในการกดตามบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยนที่ขึ้นเป็นจุดดำๆ ในกรณีที่เป็นสิวหัวดำก็จะมีก้อนไขมันสีดำกลมๆ เล็กๆ ผุดออกมา  แต่ถ้าเป็นสิวเสี้ยนชนิดเส้นขนอุดตันก็จะได้กระจุกของเส้นขนอุดตันออกมา อย่างไรก็ตามวิธีนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากระหว่างการกดสิวเสี้ยนอาจทำให้ ผิวหนังระคายเคืองได้ และมีความเสี่ยงว่า สิวอุดตันอาจจะแตกออกจากท่อรูขุมขนโดยยังฝังอยู่ใต้ผิวหนัง สุดท้ายอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้
  1. สูตรน้ำฝึ้งลอกสิวเสี้ยน: วิธีง่ายๆ คือ ให้ล้างหน้าให้สะอาด จากนั้นใช้น้ำผึ้งทาจุดที่มีสิวเสี้ยนทิ้งไว้ 10 นาที แล้วใช้นิ้วชี้ทำการนวดคลีงเบาๆ บริเวณที่เป็นสิวเสี้ยน แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำ หน้าจะไม่มีสิวเสี้ยน ที่สำคัญจะทำให้หน้าเนียนนุ่ม เปล่งปลั่ง
  1. กำจัดสิวเสี้ยนด้วยมะขามเปียก: ใช้กรดผลไม้ที่พบในน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว มาทาบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยนวันละ 1-2 ครั้ง ถ้าแสบมากก็ผสมน้ำเปล่าไปสักนิด ใช้ไปสักระยะนึง สิวเสี้ยนจะลดลง
  1. การใช้เครื่อง IPL (intense pulse light) เพราะ สิวเสี้ยน คือ กระจุกขนที่อัดแน่นบริเวณรูขุมขน การกำจัดขนด้วยเครื่อง IPL จึงสามารถทำให้ขนที่คุด กระจุกตัวอยู่ที่ผิวเหล่านี้หลุดออกได้ เมื่อทำควบคู่ไปกับการลอกหน้าด้วยกรดผลไม้  และการทายารักษาสิวเสี้ยน  วิธีนี้สามารช่วยป้องกันการเกิดเซลล์ขนใหม่ในบริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งได้ผลดี  ผลข้างเคียงน้อย และสามารถทำได้ทุกบริเวณของร่างกายที่มีสิวเสี้ยน แต่มีราคาค่อนข้างแพง
  1. ใช้เบคกิ้งโซดา: วิธีการคือ ให้ละลายเบกกิ้งโซดากับน้ำเปล่า จนได้เป็นเนื้อครีมข้นๆ จากนั้นให้นำมาทาบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยน ทิ้งไว้ 1 ชม. แล้วล้างออก จะสังเกตได้ว่าจมูกที่มีสิวเสี้ยนจะน้อยลง และผิวเนียนเรียบขึ้น
  1. ใช้วาสลีนรีดสิวเสี้ยน: วิธีคือ ล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น จากนั้นเช็ดให้แห้ง แล้วทาวาสลีนลงไปตรงจมูกจุดที่มีสิวเสี้ยน แล้ววางพลาสติกห่ออาหารตามลงไปบนจมูกเลย ต่อด้วยวางผ้าขนหนูซ้ำอีก ใช้มือจับผ้าขนหนูไว้ราวๆ 10-15 นาที แล้วเอาผ้าขนหนูกับพลาสติกออก จากนั้นหยิบทิชชู่มารีดสิวเสี้ยนบนจมูกได้เลย
  1. การใช้เลเซอร์กำจัดสิวเสี้ยน: วิธีนี้สามารถกำจัดจุดดำๆ จากสิวเสี้ยนได้มากกว่าร้อยละ 50 และเมื่อทำหลายๆ ครั้งสามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้เกือบหมด แต่ไม่ช่วยในเรื่องกระชับรูขุมขนที่กว้าง ซึ่งสิ่งนี้อาจส่งผลให้เกิดสิวเสี้ยนหลังจากนี้ได้อีก หลังทำอาจมีผลข้างเคียงคือรอยแดงบริเวณรูขุมขน ประมาณ 2-3 วัน รอยแดงดังกล่าวมักจะหายได้เอง  วิธีนี้ใช้ได้ผลดีในกรณีของสิวเสี้ยนหัวดำ แต่มีราคาแพง

 

สิวเสี้ยนนั้น ถ้าไม่ได้เป็นมากจนสังเกตเห็นได้ชัด เราอาจทิ้งไว้เฉยๆ ก็ได้ เนื่องจากธรรมชาติร่างกายของเราจะค่อยๆขจัดออกไปเอง   แต่ถ้ามีเยอะจนทำให้ดูไม่ดี ก็สามารถเลือกใช้วิธีข้างต้นในการกำจัดสิวเสี้ยนให้หลุดลอกออกไปได้ ยังไงก็ตาม ถ้าใช้วิธีไหนแล้วรู้สึกผิดปกติ เช่น เกิดการระคายเคือง รู้สึกคัน แสบ หน้าลอก ให้หยุดใช้ และพบแพทย์ผิวหนังทันทีนะคะ

 

ถูกใจเรื่องนี้ ช่วยแชร์ด้วยนะคะ (^人^)