ความรู้เด็ดๆ เกี่ยวกับสุขภาพประจำวันสั้นๆ อ่านง่ายได้ใจความ

คนยุคใหม่ต้องใส่ใจในเรื่องสุขภาพ ยิ่งปัจจุบันนี้มีโซเชียลมีเดียที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงความรู้ดีๆ มีประโยชน์ได้ง่ายดาย เพียงแค่กดติดตามเพจ หรือ Twitter ของโรงพยาบาลที่เชื่อถือได้ เท่านี้ก็สามารถอัพเดทข่าวสารความรู้ เกี่ยวกับสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บ ได้อย่างรวดเร็วฉับไว วันนี้ Lady108 อยากจะขอแนะนำทวิตเตอร์ของโรงพยาบาลสมิติเวช @Samitivejclub ที่มักจะสรุปข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพมาให้ชาวทวิตเตอร์ได้รู้กัน

 

001

เริ่มต้นจากสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน ตั้งแต่เรื่องของการทานอาหารและการขับถ่าย อาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงาน เช่น…

  • การไม่ทานมื้อเช้า จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อัตราการเผาผลาญลดลง ร่างกายไม่สดชื่น ส่งผลให้เป็นโรคอ้วน อัลไซเมอร์
  • การขับถ่ายที่ถูกต้อง ควรใช้เวลาไม่นานและเสร็จสิ้นภายใน 1นาที ถ้ามีพฤติกรรมต้องนั่งในห้องน้ำนานๆ อาจเสี่ยง ท้องผูก
  • การทานอาหารที่มีกากใยสูงอย่างผักหรือผลไม้ ดื่มน้ำมากๆ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น ลดปัญหาอาการ ท้องผูก
  • อาการท้องผูก คือภาวะการขับถ่ายที่ผิดปกติ โดยดูที่ความถี่ของการขับถ่าย แต่การขับถ่ายทุก 2-3 วัน ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • เวลาที่สวมรองเท้าส้นสูงจะต้องเขย่งและเกร็งเท้า ร่างกายพยายามปรับตัว เพื่อหาจุดที่สมดุล จึงทำให้หลังและสะโพกต้องทำงานหนัก ทำให้เกิดอาการปวด
  • ถ้าจะใส่รองเท้าส้นสูงไม่ควรเกิน 1-2 นิ้ว หากนั่งอยู่กับโต๊ะ ควรมีรองเท้ามาเปลี่ยนจะได้ไม่ต้องเขย่งเกร็งไปทั้งวัน เป็นการให้เท้าได้พักบ่อยๆ
  • โรคเส้นประสาทกดทับบริเวณข้อมือ พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากโพรงเส้นประสาทข้อมือจะแคบกว่า มีโอกาสเป็นง่าย
  • การใช้คีย์บอร์ดหรือเม้าท์เป็นเวลานานๆ จะทำให้อยู่ในท่างอข้อมือขึ้นซึ่งนำไปสู่การกดทับของเส้นประสาทบริเวณข้อมือได้
  • การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ดื่มแอลกฮอล์ จนตับมีการสะสมไขมันมาก เกิดภาวะไขมันพอกตับ ก่อให้เกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้
  • การออกกำลังกาย คือหัวใจสำคัญของการรักษาอาการเส้นตึง การออกกำลังกายด้วยโยคะ จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว และมีความยืดหยุ่นอยู่เสมอ
  • เส้นยึด เส้นตึง มีกพบมากในคนทำงานออฟฟิศ หรือผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกกำลังกาย เกิดจากการใช้ร่างกายซ้ำๆ อยู่ในท่าเดิมนานๆ

 

002

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่หลายคนยังไม่รู้ และบางเรื่องที่คนเข้าใจผิด เช่น…

  • จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า คนที่มีอาการแพ้ท้องแล้วถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว จะมีอาการแพ้ท้องที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้
  • อาการแพ้ท้องไม่ใช่โรค ส่วนใหญ่จะเป็นมากในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ และอาการจะดีขึ้น เมื่อผ่านช่วง 3 เดือนไปแล้ว
  • ในความเป็นจริง สามีไม่สามารถแพ้ท้องแทนภรรยาได้ แต่อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของความผูกพันทางด้านจิตใจมากกว่า
  • การตั้งครรภ์ตอนอายุมาก เด็กจะมีความเสี่ยงเป็นดาวน์ซินโดรม เนื่องจากดาวน์ซินโดรมสัมพันธ์กับอายุของคุณแม่ที่มากขึ้น
  • การตั้งครรภ์ตอนอายุมาก(35 ปีขึ้นไป) มีโอกาสเสี่ยงเป็นความดันสูง และเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า
  • ถ้าพ่อแม่เป็นพาหะภาวะเลือดจางธาลัสซีเมีย ทารกในครรภ์จะมีความเสี่ยงอาจถึงขั้นเสียชีวิตในครรภ์ หรือเลือดจางรุนแรงต้องให้เลือดทดแทนไปตลอดชีวิต
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทานโฟลิคอย่างน้อย 0.4 มิลลิกรัม ก่อนการตั้งครรภ์ 1 เดือนจนถึงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และควรทานธาตุเหล็กตลอดการตั้งครรภ์
  • คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถเสริมสวยหลังจากตั้งครรภ์ได้ 4 เดือนไปแล้ว ซึ่งการตั้งครรภ์ช่วงแรกๆเป็นช่วงที่ทารกในครรภ์จะไวต่อยาหรือสารต่างๆ มากที่สุด
  • การคลอดก่อนกำหนด ส่งผลให้ทารกมีความเสี่ยงที่จะไม่สมบูรณ์และเกิดความผิดปกติ ประเทศไทยพบอัตราการคลอดก่อนกำหนดถึง 12%

 

003

หรือแม้กระทั่งการนอนหลับ การกินและการออกกำลังกายลดความอ้วน ความรู้แบบนี้ก็มีมาบอกเป็นระยะ เช่น…

  • การนอนหลับอย่างน้อย 6-7 ชม. ช่วยให้ร่างกายมีเวลาซ่อมแซมเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ และดึงไขมันสะสมออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
  • คนที่ทำงานในเวลากลางคืน จะมีปัญหาการนอนหลับไม่สนิทๆหรือหลับๆ ตื่นๆ ในตอนกลางวัน เพราะฮอร์โมน Melatonin ทำงานได้น้อยลง เพราะมีความไวต่อแสง
  • ไม่อยากอ้วนเพิ่มเพราะดื้อต่อฮอร์โมนอิ่ม
    • เลี่ยงของหวาน น้ำตาลสูง
    • เลิกคติกินก่อนแล้วออกกำลังกายที่หลัง
    • เน้นทานแป้งเชิงซ้อนหรือธัญพืชต่างๆ
  • การเล่นโยคะ และ พิลาทิส จะช่วยให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น ลดอาการบาดเจ็บและความเมื่อยล้าของร่างกาย ควรเล่นจากท่าเบาไปหนัก ไม่ควรเกิน 1 ชม.ต่อครั้ง
  • การวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค ช่วยสร้างความทนทานของหัวใจ หลอดเลือดและปอด รวมถึงกล้ามเนื้อในการดึงออกซิเจนเพื่อเผาพลาญพลังงาน
  • ผู้หญิงทุกคนจะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก ตั้งแต่ครั้งแรกที่มีเพศสัมพันธ์ และเกือบ 100% เกิดจากการติดเชื้อ HPV
  • DETOX ไม่ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก การสวนล้างลำไส้เป็นประจำ จะส่งผลให้การทำงานของลำไส้ถดถอย บีบตัวลดลงจนชินกับการสวนล้าง
  • DETOX ไม่ช่วยลดน้ำหนัก สารอาหารทั้งหมดถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายตั้งแต่ลำไส้เล็ก ดังนั้นการสวนล้างเศษอาหารที่ถูกย่อยถึงลำไส้ใหญ่จึงไม่มีผล

นอกจากจะให้ความรู้ใหม่ๆ ในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บและสุขภาพแล้ว ยังได้แก้ไขความเชื่อผิดๆของคนไทย รวมไปถึงเหตุผล ด้วยข้อความที่กระชับสั้น แต่ได้ใจความ … ใครที่อยากรู้เรื่องราวดีๆ แบบนี้อย่าลืมไปฟอลโล่นะคะ

 

ถูกใจเรื่องนี้ ช่วยแชร์ด้วยนะคะ (^人^)