รวมประโยชน์และโทษของชาเขียว + รู้จักประเภทของชาเขียว

คนไทยมีความคุ้นเคยกับ “ชาเขียว” มานานหลายปีแล้ว จำได้เพราะเครื่องดื่มบรรจุขวดยี่ห้อหนึ่ง ได้นำเอาเทรนด์การดื่มขาเขียวผสมน้ำตาล บรรจุขวดมาปล่อยในตลาด พร้อมกับภาพโฆษณาที่ทำให้คนไทยติดตา กับตัวหนอนชาเขียว ที่ร่ายมนต์สะกดจิตคนเก็บใบชา ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู อีกทั้งรสชาติของมันยังถูกปากคนไทย จนกลายเป็นเทรนด์ชาเขียวเกิดขึ้นในบ้านเรา หลังจากนั้น อาหาร เครื่องดื่ม ขนม เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ ก็นำเอาเทรนด์ชาเขียวที่ว่านี้ มาใส่ลงในผลิตภัณฑ์ และส่วนใหญ่ก็จะขายดี และเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยมาจนถึงปัจจุบันนี้

เมื่อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากชาเขียวขายดี ผู้ผลิตสินค้า ก็พยายามจะนำคุณประโยชน์ และสรรพคุณของชาเขียวออกมานำเสนอ ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย และทำให้เกิดความต้องการตัวสินค้าที่เกี่ยวกับชาเขียวมากขึ้น จนหลายคนเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าการดื่ม หรือกินชาเขียวเยอะๆ จะมีผลดีต่อสุขภาพ แต่หารู้ไม่ว่า นอกเหนือจากคุณประโยชน์ที่มีในตัวชาเขียวแล้ว โทษของมันก็มีอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะกับคนที่มีพฤติกรรมการบริโภคแบบผิดๆ

 

001

ชาเขียว (Green tea) คือ ชาที่ได้มาจากต้นชา  และตัวชาชนิดนี้จะไม่ผ่านขั้นตอนการหมักใดๆ เลย เตรียมการทำได้โดย นำใบชาสดมาผ่านความร้อน เพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว ด้วยการนำใบชาที่เก็บมาแล้ว เอาไปใส่ในหม้อทองแดงโดยใช้ความร้อนไม่สูงเกินไป จากนั้นใช้มือคลึงเบาๆ ก่อนที่จะทำให้แห้ง ด้วยการอบไอน้ำในระยะเวลาสั้นๆ แล้วนำไปอบแห้งอีก เพื่อยับยั้งการทำงานเอนไซม์ ไม่ให้เกิดการสลายตัว เพราะแบบนี้จึงได้ใบชาที่แห้งแต่ยังสดอยู่ จึงมีสีที่ค่อนข้างเขียวกว่าใบชาทั่วๆ ไป จึงเรียกกันว่า “ชาเขียว” และเนื่องจากใบชาที่ได้นั้น ไม่ผ่านขั้นตอนกระบวนการหมัก จึงทำให้ใบชาเขียวนี้ มีสารประกอบฟีนอล (Phenolic compound) หลงเหลืออยู่มากกว่าในชาอู่หลงและชาดำ จึงทำให้ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาทั้งสองประเภท โดยชาเขียวจะมีสาร EGCG ประมาณ 35-50% ส่วนชาอู่หลงมีประมาณ 8-20% และชาดำจะมี EGCG อยู่เพียง 10% เท่านั้น

หลายคนคงจำได้ว่าเมื่อเราดูโฆษณา ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากชาเขียว ก็มักจะได้เห็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับการใช้ยอดใบชา ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของต้นชาเขียว บางครั้งยังมีการกล่าวถึงช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวชาเขียวด้วย และสิ่งที่ว่านี้ มีผลต่อคุณภาพของชาอย่างไร วันนี้เราจะได้รู้กัน

002

ชาเขียวส่วนที่ดีที่สุด และมีคุณภาพนั้น จะได้มาจากใบชาคู่ที่1 และใบชาคู่ที่ 2 ซึ่งเก็บจากยอดชา เหมือนอย่างที่เห็นในโฆษณา ซึ่งชาวจีนเรียกส่วนนี้ว่า “บู๋อี๋” ส่วนใบชาคู่ที่ 3 และ 4 นับลงมาจากยอด จะให้ถือเป็นชาที่ดีรองลงมา ส่วนนี้ชาวจีนเรียกว่า “อันเคย” ส่วนใบชาคู่ที่ 5 และ 6 นับจากส่วนปลายยอดชา จะจัดเป็นชาชั้นเลว ซึ่งชาวจีนเรียกส่วนชานี้ว่า “ล่ำก๋อง” สำหรับสี กลิ่น และรสชาติของชาก็จะขึ้นอยู่กับปริมาณของสารคาเทชินที่มีอยู่ในชาในช่วงนั้นๆ ซึ่งช่วงเวลาของการเพาะปลูก และฤดูของการเก็บเกี่ยว ก็มีผลต่อระดับของสารคาเทชิน

ใบชาฤดูใบไม้ผลิ จะมีสารคาเทชินประมาณ 12-13% ใบชาในฤดูร้อน จะมีสารคาเทชินประมาณ 13-14% ในขณะที่ใบชาอ่อน ก็จะมีสารคาเทชินมากกว่าใบชาแก่อีกด้วย

 

ชาเขียวมีกี่ประเภท

ชาเขียวที่เราได้รับประทานกันอยู่นั้น จะสังเกตได้ว่ามีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งหลักๆ แล้ว ชาเขียวจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ ชาเขียวแบบญี่ปุ่น ชาเขียวญี่ปุ่น ที่ไม่ต้องคั่วใบชา และชาเขียวแบบจีน ชาเขียวจีน ซึ่งจะมีการคั่วด้วยกะทะร้อนและมีการแบ่งย่อยไปอีกหลายชนิด

 

003

เซนฉะ (煎茶) – ตัวแทนของชาญี่ปุ่น

เป็นชาเขียวประเภทที่นิยมดื่มกันมากที่สุด ลักษณะของใบชาแบบนี้จะมีสีเขียวสวยถ้าให้พูดถึงชาญี่ปุ่นหรือชาเขียวแล้ว ส่วนใหญ่มักจะหมายถึง Zencha หรืออ่านว่า เซนฉะ นี้ คิดเป็นปริมาณถึง 80% ของการผลิตชาเขียวทั้งหมด

 

004

Gyokuro (玉露) – ใบชาชั้นสูงสุด จากใบชาอ่อนในร่ม

Gyokuro เป็นใบชาเขียวที่ได้จากการปลูกแบบประคบประหงมอย่างดี ภายในอุณหภูมิ และสถานที่ในร่ม เพื่อให้ได้กลิ่นและรสที่ดีที่สุด เป็นชาชั้นสูงที่สุดของชาเขียว ซึ่งได้จากยอดอ่อนของใบชา

 

005

ใบชาชั้นสูงสุมัทฉะ (抹茶) – ชาเขียวอย่างดี สำหรับประกอบพิธีชงชา

ชาเขียวมัทฉะ ก็เป็นชาที่ได้จากการปลูกชาแบบประคบประหงมเช่นกัน โดยปกติแล้วการดื่มชาเขียวมัทฉะคือการดื่มผงมัทฉะนี้เข้าไปด้วย การผลิตมัทฉะจะนำใบชาอ่อนไปอบ และเมื่อแห้งแล้วจึงนำไปหมุนกลิ้งหรือบดเป็นผงด้วยครก ให้ผู้ดื่มได้รับสารอาหารในใบชาอย่างเต็มที่ ชาเขียวมัทฉะแท้โดยทั่วไปจะมีสีเขียวอ่อนๆ แบบนกไนติงเกล โดยที่ชนิดที่อ่อนกว่าจะให้ความหวานมากกว่าชนิดสีเข้ม ซึ่งจะให้รสฝาดของใบชา

 

006

โคนะฉะ (粉茶) – ใบชาแบบที่บริการในร้านซูชิทั่วไป

ผลิตจากใบชา ส่วนที่เหลือจากกระบวนการทำชาเขียวมัทฉะหรือ Gyokuro มักจะใช้ในร้านขายซูชิ หรือที่เรียกว่าซูชิจานเวียนทั่วๆ ไปในญี่ปุ่น

 

007

เก็นมัยฉะ (玄米茶) – ชารสข้าวตามแบบฉบับญี่ปุ่น

เป็นชาที่เกิดจากการผสมผสาน ของเซนฉะกับข้าวกล้องที่ผ่านไฟแรงๆ จนเกิดเป็นกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์ เทคนิคในการดื่มคือการชงเร็วๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเกิดรสขม ในข้าวกล้องยังอุดมไปด้วยวิตามิน B1 ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

 

008

 

โฮจิฉะ (ほうじ茶 ) – เหมาะสำหรับเด็กๆ และ คนป่วย

เป็นใบชาที่ใช้เซนฉะ หรือบังฉะผ่านไฟแรงๆ ซึ่งทำให้ได้กลิ่นหอม นอกจากนี้ยังมีคาเฟอีนและเธียอะนิน ซึ่งให้รสขม อยู่น้อยกว่าชาเขียวชนิดอื่นๆ ทั่วไป จึงเหมาะสำหรับเด็กๆ หรือ คนป่วย คนญี่ปุ่นนิยมกินแบบเย็นๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนยิ่งให้ความรู้สึกชื่นใจได้เป็นอย่างดี

 

009

 

บังฉะ (番茶) – ดื่มแล้วสดชื่น เอาไว้ดื่มหลังอาหาร

บังฉะทำจากชาที่จับตัวหลังจากการวางซ้อนทับกันในกระบวนการผลิตชาเซนฉะ ดื่มชาประเภทนี้แล้วทำให้รู้สึกสดชื่นในปาก วิธีการชงคือชงด้วยน้ำร้อนแบบเร็วๆ ให้รสชาติที่ค่อนข้างขมและฝาด เหมาะกับการดื่มเพื่อล้างปาก หลังทานอาหารเสร็จ เพื่อเพิ่มความรู้สึกสดชื่น และยังมีฟลูโอไรด์อยู่มาก ช่วยในการลดแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งเป็นปัญหาของการเกิดกลิ่นปากได้ด้วย

 

010

ฟุงมัทซึฉะ (粉末茶) – ชาแบบผงสะดวกไม่ต้องชงยามเดินทาง

ทำจากใบเซนฉะที่เอามาบดให้กลายเป็นผงละเอียด จนสามารถละลายน้ำรับประทานได้ แตกต่างจากโคนะฉะ ที่เป็นใบชาบดละเอียดเช่นกัน แต่จะไม่ละลายน้ำ สามารถละลายได้ดีในน้ำเย็น คนญี่ปุ่นบางคนเอามาผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ประกอบอาหาร เพราะไม่ต้องใช้กาชงชา จึงสะดวกมากเป็นพิเศษสำหรับการพกไปดื่มเวลาเดินทางหรือยามออกนอกบ้าน แต่ยังได้ประโยชน์จากใบชาแบบเต็มที่ ข้อเสียก็คือกลิ่นหอมของใบชาอาจจะสูญเสียไปได้ง่ายกว่าชาแบบใบ

 

011

ประโยชน์ของชาเขียว
  • ช่วยแก้อากรหวัด แก้ร้อนใน ช่วยขับเหงื่อ และขับสารพิษตกค้าง
  • ช่วยทำให้เจริญอาหารมากขึ้น
  • ชาเขียวถูกนำมาใช้ในการรักษาโรค ตั้งแต่โรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึมเศร้า ซึ่งในประเทศจีนมีการใช้ชาเขียวเป็นยามานานมากกว่า 4,000 ปีแล้ว
  • ชาเขียวสามารถช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาติก (Rheumatic arthritis) ซึ่งมีอาการอักเสบบวมแดง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ ที่มักเกิดกับสตรีวัยกลางคน
  • ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ ทำให้ประสาทสงบลง ระบายความร้อนจากศีรษะและเบ้าตา ทำให้สดชื่น ไม่ง่วงนอน และช่วยทำให้หายใจสดชื่นเนื่องจากชาเขียวมีคาเฟอีน (Caffeine) และธิโอฟิลลีน (Theophylline) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ที่ช่วยแก้อาการง่วงนอนและทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และสามารถช่วยกระตุ้นสมอง เพิ่มสมาธิ เพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกาย เพิ่มความดันโลหิต ช่วยระทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น และยังมีสารจำพวก alcohol และ aldehyde ที่มีกลิ่นหอมทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
  • ช่วยแก้โรคบิด ท้องร่วง ท้องเสีย
  • แก้อาการเมาเหล้า ทำให้สร่างเมา
  • ช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ จึงสามารถช่วยล้างสารพิษและกำจัดพิษในลำไส้ได้
  • ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ช่วยระบายความร้อนออกจากปอด และช่วยขับเสมหะ
  • ช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต
  • ช่วยในการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลช้าลง
  • ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ต้านเชื้อ Botulinus และเชื้อ Staphylococcu
  • ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
  • ใช้เป็นยาพอกรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ไฟไหม้ ฝีหนอง
  • ช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน ผิวร้อนแห้ง แมลงสัตว์กัดต่อย และยังสามารถใช้เป็นยากันยุงได้อีกด้วย
  • ชะลอความแก่ชราและช่วยคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ควบคุมน้ำหนัก ลดความอ้วน การดื่มชาเขียววันละ 2 ถ้วย สามารถช่วยลดการเกิดไขมันส่วนเกินและทำให้รู้สึกอิ่มได้
  • ป้องกันและชะลอการเกิดโรคเบาหวาน เนื่องจากสามารถควบคุม และลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะสาร catechins ในชาเขียวมีประสิทธิภาพในการจำกัดการทำงานของ amylase enzyme ทำให้ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ร่างกายได้ ส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้น
  • การดื่มชาเขียวมีผลช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ได้ โดยผู้ที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำ จะมีอัตราการเป็นโรคมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม  มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับอ่อนต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม โดยมีสาร EGCG ซึ่งเป็นสารต้านพิษ และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่ไม่ไปทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันได้ว่าชาเขียวสามารถรักษาโรคมะเร็งได้
  • จากการศึกษาพบว่า การดื่มชาเขียว 4 แก้วหรือมากกว่านั้น จะช่วยป้องกันโรคปวดข้อหรือลดอาการปวดในกรณีของคนที่ป่วยอยู่แล้ว
  • จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในฮ่องกง พบว่าสารคาเทชินสามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของกระดูกได้ถึง 79% โดยไม่มีอันตรายใดๆ ต่อกระดูก ดังนั้นการดื่มชาเขียวอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพของกระดูก ช่วยป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนหรือโรคที่เกี่ยวกับกระดูกอื่นๆ ได้
  • ชาเขียวยังช่วยป้องกันฟันผุได้ด้วย เพราะชาเขียวมีความสามารถในการทำลายแบคทีเรีย สามารถป้องกันอาหารเป็นพิษ และยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดคราบพลัคในช่องปากได้อีกด้วย
  • ชาเขียวมีฤทธิ์ต่อต้านและยับยั้งการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ จากข้อมูลในปัจจุบันได้แนะนำว่าการบริโภคอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระจะไปยับยั้งขบวนการออกซิเดชั่นของไขมัน อันจะนำ

 

012

โทษและข้อเสียของการดื่มชาเขียว
  • การบริโภคชาเขียวในปริมาณสูงและติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลเสียต่อตับได้ สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับตับหรือมีอาการไข้ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคชาเขียวในขนาดสูงและติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ผลเสียของการดื่มชาเขียว ที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน คือ จะมีอาการนอนไม่หลับ เพราะในชาเขียวมาสารคาเฟอีน แต่อย่างไรก็ตาม ชาเขียวก็ยังมีปริมาณคาเฟอีนที่น้อยกว่ากาแฟ เทียบจาก ชาเขียวประมาณ 6-8 ออนซ์จะมีคาเฟอีนประมาณ 30-60 มิลลิกรัม แต่ในขณะที่กาแฟ 8 ออนซ์จะมีปริมาณของคาเฟอีนมากกว่า 100 มิลลิกรัม
  • สำหรับผู้ที่ไม่ควรบริโภคชาเขียวหรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนการบริโภค ก็คือ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โลหิตสูง เป็นโรคไต เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ และผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ ผู้ป่วยที่กำลังรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติหรือมีการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ สตรีมีครรภ์ คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ รวมไปถึงผู้ที่กังวลง่ายหรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท
  • เกิดอาการท้องผูก ในชาเขียวมีสารแทนนิน (Tannin) ซึ่งมีฤทธิ์ฝาดสมานและเป็นสารที่ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย จึงมีความเป็นไปได้ว่าการดื่มชาเขียวในปริมาณมากเกินไป จะสามารถทำให้ท้องผูกได้
  • เด็กไม่ควรดื่มชาเขียว เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ โดยเฉพาะสารสำคัญ คือ แทนนิน จะไปตกตะกอนโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป จึงส่งผลทำให้การดูดซึมสารอาหารในร่างกายลดลงด้วย

 

นอกจากนี้พฤติกรรมการบริโภคของคนไทย ก็ยังมีความแตกต่างจากประเภทที่ดื่มชาเขียวเป็นปกติ อย่างประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้กล่าวเอาไว้ในบทความว่า “เป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับคนไทยนิยมที่ดื่มชาเขียวแช่เย็น ตามที่มีขายตามท้องตลาด ที่มีการเติมน้ำตาลและรสชาติอื่นๆ เข้าไป ซึ่งในประเทศที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำอย่างญี่ปุ่นเขาจะไม่ทำกัน เพราะชาเขียวจะมีประโยชน์ต่อร่างกายในขณะที่ยังร้อนอยู่เท่านั้น ในทางกลับกันก็เป็นโทษต่อร่างกายหากดื่มชาเขียวแช่เย็น เพราะนอกจากจะไม่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระและขับสารพิษออกจากร่างกายแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดการเกาะตัวแน่นของสารพิษดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของมะเร็งด้วย นอกจากนี้ชาเขียวเย็นยังส่งผลให้ไขมันในร่างกายก่อตัวมากขึ้นตามผนังหลอดเลือด และไปอุดตันตามผนังลำไส้ ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน เส้นเลือดตีบ มะเร็งลำไส้ ฯลฯ เป็นต้น

ส่วนข้อมูลจากนายกสมาคมแพทย์แผนจีน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ว่าเขียวจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วก็มีสารที่มีโทษกับร่างกายด้วยเช่นกัน แต่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายมากนัก ส่วนมากจะเกิดกับคนที่มีสภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เมื่อดื่มแล้วอาจมีอาการใจสั่น นอนไม่หลับ มีอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องผูก ฟันดำ และหากดื่มอย่างต่อเนื่องก็อาจเป็นการเสพติดได้

ขอบคุณรูปภาพจาก: premierdispensary.com, matsukazetea.com, chadoteahouse.com, ochadokoro.com, wikimedia.org, bubbletea.com.au, therichestimages.com, quickweightlosschannel.com

ถูกใจเรื่องนี้ ช่วยแชร์ด้วยนะคะ (^人^)